เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เจรจาครั้งประวัติศาสตร์ ‘โอลิมปิกแห่งสันติภาพ

ทุกคนบนโลกใบนี้รู้ดีว่าประเทศที่แม้จะติดกันแต่มีปัญหากันมาอย่างยาวนานก็คือเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ซึ่งหากให้ย้อนอดีตไปต้องกล่าวตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามสิ้นสุดลงได้มีการแบ่งพื้นที่บริเวณคาบสมุทรเกาหลีออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนทางเหนือปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์จากการคุมอำนาจของสหภาพโซเวียตยุคนั้น ขณะที่ทางฝั่งใต้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีสหรัฐฯ และอังกฤษเป็นผู้หนุนหลัง จากปัญหาของระบอบการปกครองที่ต่างกันทำให้ทั้งสองประเทศแม้จะเป็นเกาหลีเหมือนกันแต่กลับมีความต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างที่เราทุกคนเคยเข้าใจกันทว่าการจับตาครั้งสำคัญของสองประเทศฯ หลังเปิดเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ด้านโอลิมปิกแห่งสันติภาพทำให้หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้

จับตาครั้งสำคัญกับประวัติศาสตร์การเปิดเจรจาโอลิมปิกแห่งสันติภาพ

การเจรจาดังกล่าวเริ่มต้นที่ตัวแทนของเกาหลีสองฝ่ายได้ทำการจับมือทักทายอย่างใกล้ชิดทันทีพอทั้งคู่ถึงยังที่หมายโดยทางเกาหลีเหนือได้กล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็น โอลิมปิกแห่งสันติภาพ คณะผู้แทนนักกีฬาจากฝั่งเกาหลีเหนือก็พร้อมสำหรับร่วมการแข่งขันครั้งนี้รวมไปถึงการร่วมเข้าแข่งขันกับตัวแทนนักกีฬาจากทั่วโลกหลังก่อนหน้านี้ประชาชนของเกาหลีเหนือได้ขาดการติดต่อจากโลกภายนอกมาอย่างยาวนานเหตุเพราะทำการปิดประเทศเอาไว้ โดยคณะผู้แทนของทางเกาหลีใต้ 5 คน ที่นำโดยนายโช มยอง กยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติ ที่พบเจอกับคณะผู้แทนเกาหลีเหนือนำโดยนายรี ซอน กวอน ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการภายในระหว่างเกาหลีได้พบปะพูดคุยกัน ณ ที่ประชุมของอาคารสันติภาพ หมู่บ้านปันมุนจอม ที่ตั้งบริเวณกึ่งกลางเขตปลอดทหาร แม้ว่าที่ผ่านความสัมพันธ์ของสองประเทศจะค่อนข้างไปทางย่ำแย่แต่จากการเจรจาดังกล่าวทำให้ทุกคนมอเห็นสิ่งดีๆ ที่อาจเกิดขึ้นว่าน่าจะผ่อนคลายลง นอกจากนี้ทางเกาหลีใต้เองยังได้หารือเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการรวมญาติของครอบครัวชาวเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ซึ่งถูกแบ่งด้วยเส้นขนาน 48 พลัดพรากจากกันมายาวนานจนโลกเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแต่พวกเขาทั้ง 2 ประเทศยังคงถูกกีดกันพรมแดนด้วยปัญหาที่เกิดมายาวนาน

จากการเจรจาดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการเปิดเจรจาครั้งสำคัญมากๆ ของทั้งสองประเทศที่ทั่วโลกต่างก็มองว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณดีๆ ให้ได้เข้าใจว่าแม้ทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังไม่ได้รวมประเทศกันในเวลาอันใกล้แต่จากการเจรจาก็ทำให้ได้รับรู้ว่าจริงๆ แล้วคนของสองประเทศยังคงเป็นหนึ่งเดียวเพียงแค่รอเวลาบางอย่างที่เหมาะสมให้กลับมาเป็นดังเดิมเหมือนตอนก่อนเกิดสงครามเท่านั้นเอง